น้อมรำลึกพระราชกรณียกิจ “ร.9” ทรงงานเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

เชื่อว่าคนไทยทุกคนล้วนตระหนักถึงพระราชกรณียกิจมากมายหลายโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ทรงคิดและลงมือทำไว้ให้หลายโครงการ แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบเรื่องราวอย่างลึกซึ้งถึงพระราชกรณียกิจสำคัญเหล่านี้ โครงการแกล้งดิน : แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว จะทำด้วยการขังน้ำไว้ในพื้นที่ จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนทำให้ดินเปรี้ยวจัด เมื่อถึงที่สุดแล้ว จะมีการระบายน้ำออกแล้วปรับสภาพดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งสามารถใช้ดินในการเพาะปลูกได้ โครงการปลูกหญ้าแฝก : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงศึกษาเรื่องการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำจากเอกสารของธนาคารโลก ที่ Mr.Richard Grimshaw ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝก โดยให้ทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน จนปัจจุบันมีหน่วยงานกว่า 50 หน่วยงาน ดำเนินงานสนองพระราชดำริการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ส่งผลให้การดำเนินงานก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานโครงการแพทย์หลวงพระราชทาน เมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยที่มีการจัดเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล เครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อตรวจรักษาราษฎรในถิ่นทุรกันดารโดยไม่คิดมูลค่า และอบรมหมอหมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (เกษตรทฤษฎีใหม่) :  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยเป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้น โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นี้…

เกร็ดความรู้ที่ได้จาก การรับชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

รวมเกร็ดความรู้ที่ได้จากการรับชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เรื่องราวที่อยากจดจำและบอกต่อ จะอยู่ในความทรงจำตราบนานเท่านาน เศวตฉัตร ๙ ชั้น เศวตฉัตร ๙ ชั้น ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว เรียกว่า พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เรียกอย่างย่อว่า พระมหาเศวตฉัตร ลักษณะเป็นฉัตรผ้าขาว ๙ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดช้อน ๓ ชั้น ฉัตรล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง เศวตฉัตรแบบนี้ใช้แขวนหรือปักในสถานที่และโอกาสต่างๆ สายรัดพระวิสูตร บนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ จะมีพระวิสูตร(ผ้าม่าน) อยู่ทั้งสี่มุม โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการใช้สายรัดพระวิสูตร โดยได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เกรินบันไดนาค ตามความเชื่อ เกรินบันไดนาคเป็นเหมือนเป็นสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ โดยใช้อัญเชิญพระโกศขึ้นหรือลง จากพระมหาพิชัยราชรถ โดยการหมุนกว้านเลื่อนแท่นที่วางโกศขึ้นไปตามรางเลื่อนไม้จำหลักรูปนาค จึงเรียกเกรินบันไดนาค แท่นที่วางพระโกศ เป็นแท่นสี่เหลี่ยมท้ายเกรินมีลักษณะคล้ายท้ายสำเภาสำหรับเจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพ ประดิษฐ์ขึ้นโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ใช้ครั้งแรกในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๕๕ คุณมนต์ชัย นิลฤนาท สารถีผู้ถวายงานรถพระที่นั่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ สนองพระเดชพระคุณครั้งสุดท้าย เป็นผู้ถือแพนหางนกยูงหน้าพระมหาพิชัยราชรถ ภูษามาลา บนพระมหาพิชัยราชรถ จะเห็นว่ามีคนแต่งกายชุดขาวคอยประคองพระบรมโกศอยู่ที่ด้านบน ๒…

สถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ 114 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

        อย่างที่ทราบกันดีว่าในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นั้น ประเทศไทยของเราจะมีพระราชพิธีสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งนั่นก็คือ  “พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ในฐานะที่ประชาชนชาวไทย เป็นพสกนิกรใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทางกรุงเทพมหานครจึงได้เปิดสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ บริเวณเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลกว่า 114 จุด เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้มีจุดถวายดอกไม้จันทน์ โดยในวันนี้ อิมเมจ ฮอลิเดย์ ได้นำรายละเอียดทั้ง 114 จุด จุดถวายดอกไม้จันทน์ผ่านวัดต่างๆในพื้นที่กรุงเทพฯทั้งหมด 50 เขต 1.วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เขตพระนคร 2.วัดตรีทศเทพ วัดใหม่อมตรส เขตพระนคร 3.วัดสังเวชวิศยาราม เขตพระนคร 4.วัดบุรณศิริมาตยาราม เขตพระนคร 5.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร 6.วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 7.วัดสุนทรธรรมทาน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 8.วัดโสมนัสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 9.วัดเวฬุราชิน เขตธนบุรี 10.วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบุรี 11.วัดพิชยญาติการามวรวิหาร เขตคลองสาน 12.วัดราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ 13.วัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน…

สถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ 114 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

        อย่างที่ทราบกันดีว่าในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นั้น ประเทศไทยของเราจะมีพระราชพิธีสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งนั่นก็คือ  “พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ในฐานะที่ประชาชนชาวไทย เป็นพสกนิกรใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทางกรุงเทพมหานครจึงได้เปิดสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ บริเวณเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลกว่า 114 จุด เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้มีจุดถวายดอกไม้จันทน์ โดยในวันนี้ อิมเมจ ฮอลิเดย์ ได้นำรายละเอียดทั้ง 114 จุด จุดถวายดอกไม้จันทน์ผ่านวัดต่างๆในพื้นที่กรุงเทพฯทั้งหมด 50 เขต 1.วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร เขตพระนคร 2.วัดตรีทศเทพ วัดใหม่อมตรส เขตพระนคร 3.วัดสังเวชวิศยาราม เขตพระนคร 4.วัดบุรณศิริมาตยาราม เขตพระนคร 5.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร 6.วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 7.วัดสุนทรธรรมทาน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 8.วัดโสมนัสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 9.วัดเวฬุราชิน เขตธนบุรี 10.วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบุรี 11.วัดพิชยญาติการามวรวิหาร เขตคลองสาน 12.วัดราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ 13.วัดสะแกงาม เขตบางขุนเทียน…

๙ เรื่องเล่าของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่แทบไม่มีใครเคยได้ฟัง

ใครจะรู้บ้างว่าในพระจริยวัตรของพระองค์ท่าน ที่เสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำนั้น ก็มีเรื่องราวน่ารัก ๆ ที่พระองค์ทรงประสบด้วยตนเองอยู่มากมาย กว่าครึ่งศตวรรษที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย และหนึ่งในพระราชกรณียกิจก็คือการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรทุกหมู่เหล่าในแต่ละท้องที่ เพื่อทอดพระเนตรถึงชีวิตความเป็นอยู่ นำมาซึ่งพระราชดำริแก้ไขปัญหาบำบัดทุกข์ภัยให้ชาวบ้าน ดังที่เราเห็นในข่าวว่าทุกครั้งจะมีชาวบ้านจำนวนมากแห่แหนเดินทางมาเฝ้าฯ รับเสด็จฯ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน และด้วยพระปฏิภาณและพระอารมณ์ขัน ก็ทำให้ชาวบ้านที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ได้มีความสุขกับหลากหลายเรื่องราวชวนขำที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รวบรวม 9 เรื่องของในหลวงมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวขำ ๆ น่ารัก ๆ ที่พระองค์ตรัสให้คนสนิทฟัง ลองอ่านแล้วทุกคนต้องอมยิ้มไปกับพระราชอารมณ์ขันของพ่อหลวงแห่งปวงชนชาวไทยเป็นแน่ เรื่องที่ 1 เรียกน้าสิ ยาย วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของ ท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาทหลวง ทีนี้ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท แล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง แล้วหญิงชราท่านนั้นก็พูดว่า..ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดกับในหลวงว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร  ทีนี้พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัยหรือไม่  แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า “เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก เรื่องที่ 2 แขนแยกได้  …

มหาราชแห่งแผ่นดิน พระราชกรณียกิจเพื่อปวงชนชาวไทย

เดือนตุลาคม นับเป็นเดือนแห่งการสูญเสียกษัตริย์สองพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่ อันเป็นที่เคารพรักสูงสุดของชาวไทยทุกคน เพราะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า “วันปิยมหาราช”และกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ จากนั้นผ่านไปอีก 106 ปี เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 ก็เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต นำพาความโศกเศร้าเสียใจมายังคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน

ตามรอยพระยุคลบาท พ่อหลวงเสด็จประพาสต่างแดน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขของประเทศ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ หลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทย กับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้น ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย ไปยังประเทศต่างๆ นั้นด้วย ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล

ครั้งหนึ่งเมื่อประทับ ณ โลซานน์

เมืองโลซานน์ (Lausanne) ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชสกุล“มหิดล” นอกจากเป็นเมืองที่มีอากาศดี ภูมิประเทศสวยงาม และพลเมืองอัธยาศัยดีแล้ว “โลซานน์”ยังเป็นเมืองที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงโปรดมาก ตั้งแต่ครั้งที่เสด็จฯไปดูงานและศึกษาด้านสาธารณสุข และเมืองโลซานน์ถูกเลือกเป็นที่ประทับถาวรของในหลวง ๒ พระองค์ในปี ๒๔๗๖-๒๔๘๘ ซึ่งมีพระชนนีเป็นผู้นำครอบครัวเพียงลำพังในการอภิบาลพระธิดาและพระโอรสที่เป็นในหลวงของชาวไทย ๒ พระองค์