Jo Malone น้ำหอมสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ที่ไม่ได้มีแค่เฉพาะของผู้หญิง

Jo Malone London น้ำหอมสุดคลาสสิคที่มีพลังของกลิ่นหอมชวนให้หลงใหลเพียงแค่เดินผ่าน จุดเด่นอยู่ที่ผู้ใช้สามารถผสมผสานกลิ่นน้ำหอมที่ชอบให้เป็นกลิ่นใหม่ในแบบของตัวเองได้ ที่สำคัญน้ำหอมโจมาโลนไม่ได้มีแค่เฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น ด้วยความที่เป็นน้ำหอมสำหรับ Unisex จึงสามารถใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย วันนี้อิมเมจ ฮอลิเดย์ มีลิสต์สไตล์น้ำหอมที่มีเสน่ห์แตกต่างสำหรับคุณผู้ชายมาฝากกัน ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน แนวกลิ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชายคือ กลิ่นเย็นสบาย สดชื่น สะอาด เช่น Wood Sage & Sea Salt สำหรับผู้ชายที่ชอบความทันสมัย เจ้าสำอางนิดๆ สูดแล้วได้กลิ่นอายความเป็นทะเล กลิ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชายฝั่งของทะเลแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ แต่ถ้าคุณเป็นหนุ่มมาดเนี้ยบ กลิ่น English Oak & Hazelnut จะเหมาะกับคุณที่สุด ด้วยกลิ่นอุ่นๆ มีความเท่อยู่ในตัว โดยทางแบรนด์คอนเฟิร์มว่าถ้าฉีดแล้วสาวๆจะต้องเหลียวหลังมองแน่นอน และสุดท้ายกลิ่น Blackberry & Bay เป็นแนวฟรุตตี้ กลิ่นหอมที่มีความขี้เล่น ชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์เบาๆ เหมาะกับผู้ชายที่มีบุคลิกซนๆ ขี้เล่นหน่อยๆ ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว รวบรวมเรื่องราว : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์ ———————————————————————————————— รับชมโปรแกรมการเดินทางสุด…

Did You Know? รู้หรือไม่ สุสานหินอ่อนทัชมาฮาลเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งความรัก

ทัชมาฮาล เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งประเทศอินเดีย สถานที่แห่งนี้ชาวโลกต่างรู้กันว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เกิดจากความรักของจักรพรรดิชาห์ ชหาน กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล ที่ได้พบกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม เมื่ออายุ 14 พรรษา และหลงรักนางตั้งแต่แรกเจอ ต่อมาพระองค์และอรชุมันท์ พานุ เพคุมก็ได้อภิเษกสมรสกันในปี พ.ศ.2155 นับตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ก็ไม่เคยอยู่ห่างกันเลย เมื่อครองคู่กันมาเป็นเวลา 18 ปี พระนางได้กำเนิดทายาทองค์ที่14 แต่หลังจากให้กำเนิดพระธิดา พระนางตกเลือดมากและสิ้นพระชนม์ในอ้อมกอดของพระเจ้าชาห์ ชหาน ซึ่งการสิ้นพระชนม์นี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่พระเจ้าชาห์ ชหานเป็นอย่างมาก จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์กับพระมเหสี การสร้างครั้งนี้ใช้แรงงานคนมากกว่า 20,000 คน ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปกับการสร้าง และใช้เวลานานถึง 22 ปี พระองค์ทรงให้ชื่อว่า “ทัชมาฮาล”(Taj Mahal) หลังจากที่สร้างทัชมาฮาลเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าชาห์ ชหานทรงหลงใหลในความงามของทัชมาฮาลและเกรงว่าเหล่าสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและผู้สร้างจะไปออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามเช่นนี้อีก จึงได้ทรงสั่งประหาร บางคนก็โดนตัดมือ ตัดขา ควักลูกตาช่างทุกคนไม่ให้มีโอกาสได้สร้างผลงานที่สวยเท่านี้อีก ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่…

ล่องเรือดื่มด่ำบรรยากาศของหมู่บ้านไร้ถนน “Giethoorn” the Venice of the Netherlands

หมู่บ้านกีธูร์น เนเธอร์แลนด์ หรือ หมู่บ้านไร้ถนน ซึ่งได้รับฉายา “เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์” ( the Venice of the Netherlands) ตั้งอยู่ระหว่างเมือง Zwolle และ Steenwijk ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัม 124 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หมู่บ้านกีธูร์นซึ่งเต็มไปด้วยคลอง ทะเลสาบ และปราศจากถนน ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 2600 คน ต้องใช้การโดยสารผ่านทางเรือบนคลองรอบหมู่บ้านเท่านั้น ชาวเมืองที่นี่มีเรือกันเกือบทุกบ้าน ลูกบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ซึ่งมีฟาร์มเป็นของตัวเอง และบ้านแต่ละหลังส่วนมากมุงด้วยต้นกก ออกแบบคล้ายกระท่อมทางแถบตะวันตก ซึ่งทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ดูสวยงามมีสเน่ห์อย่างมาก หมู่บ้านนี้ถูกค้นพบโดยชาวเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อปี 1230 ในขณะนั้นมันมีซากเขาแพะกองอยู่เต็มไปหมด จึงได้ตั้งชื่อว่า “เกย์เธนฮอร์น” ซึ่งหมายถึง “เขาแพะ” แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ออกเสียงเพี้ยนจนกลายมาเป็น “กีธูร์น” ในที่สุด ส่วนสาเหตุของแม่น้ำทั้งหมดซึ่งอยู่ที่นี่ก็เล่าต่อกันมาว่า เป็นเพราะในอดีตที่นี่เคยถูกใช้เป็นเหมืองขุดถ่านหินเลนมาก่อน และรูที่ถูกขุดนั้นก็กลายมาเป็นทางให้น้ำไหลเข้ามา และคนในสมัยก่อนก็ใช้สายน้ำเหล่านี้เป็นทางขนส่งถ่านหินเลน ในปี 1958 ผู้กำกับภาพยนต์ชาวดัตซ์ที่ชื่อว่า เบิร์ท ฮานส์ทรา…

TULIP สัญลักษณ์ของ จินตนาการ ความใฝ่ฝัน คู่รักที่สมบูรณ์แบบ

ดอกทิวลิป (Tulip) ดอกไม้เมืองหนาวออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ในปัจจุบันมีดอกทิวลิป มากกว่า 100 ชนิด ดอกทิวลิปกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฮอลแลนด์ ชานเมืองลิซเซ่ (Lisse) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่และสำคัญของฮอลแลนด์ ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า เมืองทิวลิป และยังปลูกทิวลิปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทิวลิปสีแดงสดปรากฏขึ้นครั้งแรกในตำนานของชาวเปอร์เซียนโบราณ เป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงหยดเลือดและความรักที่ยั่งยืน ดอกทิวลิป มีต้นกำเนิดมาจาก จักรวรรดิออตโตมัน (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) เป็นดอกไม้ป่า ที่ขึ้นเองในธรรมชาติ ก่อนที่จะกลายมาเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายใน สาธารณรัฐดัตช์ (ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) สมัยโบราณเจ้าหน้าที่ตุรกีได้นำดอกทิวลิป มามอบให้กับทูตเวียนนา เพื่อไปปลูกยังประเทศออสเตรีย แต่มีคนสวนชาวฮอลแลนด์นำกลับมาปลูก เพาะพันธุ์ และผสมพันธุ์ใหม่จนเกิดเป็นหลากหลายสี หลายพันธุ์ ในสมัยก่อนห้ามไม่ให้มีการผสมพันธุ์ดอกไม้ที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติเพราะผิดหลักศาสนา จนทำให้ทิวลิปมีราคาแพงขึ้น คนรวยในสังคมชั้นสูงเท่านั้นจึงจะมีเงินซื้อมาปลูกเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ที่ไม่เหมาะสม เพราะคนชั้นสูงซื้อมาปลูกก็จะทำได้แค่ปลูกไม่ขยายพันธุ์เพื่อไม่ให้ขัดต่อศาสนา ทำให้ดอกทิวลิปมีราคาแพงมากจนถูกห้ามปลูกในอังกฤษ จากนั้นการเพาะพันธุ์ทิวลิป ได้รับการยอมรับและรัฐบาลสนับสนุน และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ ทิวลิปมากกว่าครึ่ง ถูกส่งไปจำหน่ายที่อเมริกา ความหมายของดอกทิวลิป ดอกทิวลิปสีแดง หมายถึง รักที่ไม่ปิดบัง ซ่อนเร้น เปิดเผยอย่างจริงใจ และยังเป็นต้นไม้ตามหลักฮวงจุ้ย ที่เหมาะแก่การปลูกไว้ในบ้าน เชื่อกันว่า ดอกทิวลิปสีแดงจะนำชื่อเสียงและเกียรติยศเข้ามาในชีวิต ดอกทิวลิปสีชมพู หมายถึง ความสุขอันสมบูรณ์แบบ…

ประเพณี Buso ประเทศฮังการี ความงดงามที่แฝงความน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน

ทุกๆ ปีในทางตอนใต้ของประเทศฮังการี ชายหนุ่มทั้งหลายในเมืองจะออกมาเฉลิมฉลองฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ประเพณี Buso ซึ่่งชายหนุ่มจะแต่งตัวด้วยเสื้อขนสัตว์หลายๆชั้น เพื่อเป็นการต้อนรับความหนาว รวมไปถึงสวมหน้ากากแฮนด์เมดที่ไม่เหมือนใคร เผยให้เห็นเฉพาะดวงตา และมีชื่อเรียกว่า “Jenkeles” ประเพณีนี้คล้ายกับวันฮาโลวีน เพียงแต่ไม่ได้แต่งตัวเป็นผี โดย Jenkeles ทั้งหลายจะออกมาเล่นซนไปทั่วหมู่บ้าน ให้ความบันเทิงแก่ผู้พบเห็น โดยที่ไม่เปิดเผยตัวตนที่อยู่ภายใต้หน้ากาก ประเพณีนี้เป็นสิ่งที่ทำต่อกันมานานแล้ว ซึ่งก็เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ของชายหนุ่มทั้งหลาย ให้ได้เล่นเหมือนเด็กอีกครั้งก่อนฤดูหนาวที่จะมาถึง แต่ไม่มีใครที่แต่งตัวเป็น Jenkeles แล้วก่อความวุ่นวายเลย ชายหนุ่มทั้งหลายจะออกมาเต้นรำ และวิ่งเล่นไปรอบๆ หมู่บ้าน และการแต่งตัวแบบตลกๆ ของพวกเขานั้นก็ทำให้ชาวบ้านมีความสุข จากนั้นก็จบพิธีด้วยการมาก่อกองไฟขนาดใหญ่กลางหมู่บ้านเพื่อให้ความอบอุ่นอีกด้วย   ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว รวบรวมเรื่องราว : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์ ———————————————————————————————— รับชมโปรแกรมการเดินทางสุด Exclusive ได้ที่ http://www.imageholiday.com ติดต่อสอบถามรับข้อมูลการเดินทางได้ที่ โทร : 02-661-8081 / 086-688-8081 Facebook : https://www.facebook.com/Imageholiday/ Youtube : https://www.youtube.com/user/ImageHolday Line Official : https://line.me/R/ti/p/%40imageholiday…

LOCAL FOOD IN EAST EUROPE

อิมเมจ ฮอลิเดย์ ขอนำพาทุกท่านไปรู้จักกับอาหารที่ขึ้นชื่อของเส้นทางยุโรปตะวันออก ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารยุโรปที่มีชื่อเสียง ซึ่งเมนูจะมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่มีความโดดเด่นผสมผสานกับรสชาติจัดจ้านของเครื่องปรุง รวมถึงวัตถุดิบจากท้องถิ่น และยังมีขนมหวานที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก Gulasch  : กูลาช เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงในฮังการี ที่คนเยอรมันชอบกินกันมาก ลักษณะคล้ายสตูหรือซุปข้น ซึ่งนิยมใช้เนื้อส่วนสะโพกของวัว หมู ไก่งวง มาทำเพราะมีเนื้อแน่น เมื่อนำไปเคี่ยวจะได้เนื้อที่นุ่มละมุนลิ้น มีผงปรุงรสปาปริก้าที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนเรียกเหงื่อได้เป็นอย่างดีที่ขาดไม่ได้ ซึ่งชาวฮังการีนิยมทำกูลาชกันครั้งละมากๆ เก็บไว้กินกันหลายวัน ซึ่งกินคู่กับพาสต้าหรือ มันฝรั่งอบ หรือจะราดข้าวสวยก็อร่อยได้เช่นกัน Langos : ขนมพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อของฮังการี เป็นแป้งเหนียวคล้าย ๆ กะลอจี๊ที่ทำจากแป้งสาลี รสชาติคล้ายปาท่องโก๋บ้านเรา สามารถกินได้หลายรูปแบบ เช่น ถ้าป้ายด้วยเนยกระเทียมก็จะได้รสชาติเค็มนิดๆ หอมกระเทียมหน่อยๆ หรือจะทาซอสมะเขือเทศแล้วโรยด้วยผงออริกาโน่ หรืออีกแบบที่นิยมคือ ราดด้วยซาวครีมแล้วโรยชีส ควรรับประทานตอนร้อนๆ Stuffed Pancake : แพนเค้กสอดไส้ ที่มีชื่อเสียงมานานนับร้อยๆ ปี และยังมีสปองเค้กที่อร่อยน่าลองไม่แพ้กัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะชิมได้ตามร้านอาหารทั่วไป Toltottkaposzta : เป็นกะหล่ำปลีห่อข้าวรสเปรี้ยว เป็นการเอาข้าวมาคลุกกับเนื้อหมูบด ตามด้วยเกลือกับพริกไทย แล้วเอาใบกะหล่ำปลีมาห่อให้เป็นก้อน นำไปอบกับเบคอนรมควันและมีกะหล่ำปลีดองเปรี้ยวที่ซอยเป็นเส้นๆ เป็นอาหารทั่วไปในช่วงเทศกาลอีสเตอร์และคริสต์มาส…

Did You Know? รู้หรือไม่ จิบไวน์ให้อร่อยลิ้นต้องจับคู่จิ้นกับอะไร

ไวน์ คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆคือ ไวน์ขาวและไวน์แดง ซึ่งไวน์ทั้งสองชนิดนี้ทำมาจากน้ำองุ่นเหมือนกันเพียงแต่ใช้องุ่นสายพันธุ์ต่างกัน คุณลักษณะเฉพาะสายพันธุ์ทำให้รสชาติแตกต่างกัน ผู้ผลิตไวน์แต่ละคนก็มีสูตรเฉพาะตัวและยังรวมไปถึงสถานที่ปลูกไวน์แต่ละท้องที่ก็มีวัฒนธรรมในการทำไวน์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้เกิดความหลากหลายทั้งสี กลิ่น และรสของไวน์ต่างกัน การจับคู่ไวน์กับประเภทอาหารที่เหมาะสม จะทำให้เพิ่มอรรถรสและเสริมรสชาติของอาหารได้เป็นอย่างดี โดยไวน์ขาวและไวน์แดง เหมาะกับประเภทอาหารที่ต่างกันดังนี้ – ไวน์แดงจะมีรสฝาดนำ เปรี้ยวและหวาน เหมาะกับอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อวัว เนื้อแกะ หรือปลาเนื้อแดง เช่น ปลาแซลมอน เพราะความฟาดของไวน์จะไปตัดเลี่ยนความมันของเนื้อ แต่ไวน์แดงจะไม่เหมาะกับอาหารเผ็ด เพราะความเผ็ดจะทำให้ไวน์มีรสขมและไม่เข้ากับอาหารทะเล เพราะความฝาดจะดันกลิ่นคาวให้ชัดเจน – ไวน์ขาว รสชาติจะเบา ดื่มง่ายกว่าไวน์แดง จึงเหมาะกับอาหารจำพวกเรียกน้ำย่อย เหมาะที่จะดื่มคู่กับของกินเล่น เช่น สลัด จะเข้ากันได้ดีกับรสเผ็ดเปรี้ยว เหมาะกับเนื้อไก่ อาหารทะเล เช่น ปลาเนื้อขาว หอยนางรมและอาหารที่มีรสเผ็ด ไวน์ขาวจะเสิร์ฟในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าไวน์แดง ความเย็นและรสเปรี้ยวของไวน์สร้างความสดชื่นให้กับการดื่มกิน ตัดรสเผ็ดและกลิ่นคาวทะเลได้เป็นอย่างดี ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว รวบรวมเรื่องราว : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์ ————————————————————————————————…

Did You Know? รู้หรือไม่ “MONA LISA” หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโลก

โมนาลิซ่า คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร เป็นภาพวาดทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับว่าเป็นภาพหญิงสาวที่สวยสุดในโลก ถือกำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 (พ.ศ.2046 – 2050) โดยฝีแปรงของศิลปินเอกระดับโลก เลโอนาร์โด ดา วินชี ด้วยลายเส้นที่แสดงออกถึงความอ่อนโยนนุ่มนวลสมจริงทำให้ผู้คนต่างหลงใหลในความงามของเธอ ดุจดั่งเนรมิตรความมหัศจรรย์ได้เกือบเทียบเทียมธรรมชาติ และสัดส่วนรูปทรงที่ถ่ายทอดได้อย่างไร้ที่ติ โมนาลิซาจึงได้รับคำชื่นชมว่า “เหมือนนางฟ้ามากกว่ามนุษย์” ความงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้ เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเลโอนาร์โด คือ ยอดอัจฉริยะศิลปินตัวจริงของโลก ลีโอนาร์โด ดาวินชี ทิ้งเพียงรอยยิ้มอันลึกลับ เคลือบแคลงแฝงเร้นด้วยปริศนามากมายลงบนใบหน้าของเธอ โดยเล่าลือกันว่านางในภาพคือ ลิซา เดล โจคอนดา ภรรยาพ่อค้าชาวฟลอเรนซ์ ชื่อ ฟรานเซสโก เดล โจคอนโด และกล่าวว่าขณะเขียนภาพ เละกล่าวว่าขณะเขียนภาพ เลาโอนาร์โดได้ไปว่าจ้างนักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบเพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้าหมอง โดยเลโอนาร์โด ดาวินชี ใช้เวลาวาดภาพโมนาลิซาถึง 4 ปี จึงวาดสำเร็จ เป็นภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกภาพหนึ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอันปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้มหรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศสและเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์…

The Hungary Parliament รัฐสภาที่สวยที่สุดในโลกแห่งฮังการี

“ประเทศฮังการี” มนต์เสน่ห์ตราตรึงใจผู้มาเยือน และมีนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนที่หลงเสน่ห์ดินแดนแทบนี้อย่างมาก โดยอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าสนใจอย่างมากก็คือ อาคารรัฐสภาฮังการี ที่ใครมาเที่ยวฮังการีแล้วมักจะไม่พลาดมาเที่ยวชมความสวยงาม Parliament Building Budapest นั้นเป็นอาคารรัฐสภาของฮังการี ที่มีความโดดเด่นอย่างมาก มันตั้งอยู่ริมเเม่น้ำดานูบในฝั่งเปสต์ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพอย่างมากจากฝั่งปูดา เพราะความสวยงามลงตัวของอาคารสไตล์นีโอโกธิกโดยที่มีหอคอยแหลมและประตูโค้งมากมาย รวมทั้งเงาสะท้อนเป็นผืนน้ำของเเม่น้ำดานูบ ทำให้เกิดเป็นภาพที่เเสนจะประทับใจเหล่าผู้มาเยือนอย่างมากเลยทีเดียว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดคลาสสิกของเมืองหลวงเเห่งนี้ อาคารรัฐสภาฮังการี นั้นตั้งอยู่ในฝั่งเปสต์ เพราะว่าเป็นพื้นที่ราบเรียบเเละเเสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยมีเเรงบันดาลใจมากจากพระราชวังเวสต์มินสเตอร์แห่งกรุงลอนดอน โดยมันออกเเบบโดย Imre Steindl สถาปนิกชาวฮังการี โดยมีความยาว 268 เมตร เเละมีห้องทั้งหมดกว่า 691 ห้องด้วยกัน โดยมีห้องประชุมใหญ่สองห้องด้วยกันอยู่คนละฝั่ง ภายในตกเเต่งอย่างสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมในเเบบเรเนซองส์และบาร็อก เเละมีการตกเเต่งด้วยทองคำที่มีน้ำหนักรวมกว่า 40 กิโลกรัมด้วยกัน โดยส่วนตรงกลางนั้นจะเป็นโดมที่มีความสุงกว่า 96 เมตร เพื่อใช้ในการประชุมร่วมกัน โดยฮอลล์ตรงกลางนั้นจะมีประติมากรรมของกษัตริย์เเละผู้นำฮังการีกว่า 16 รูปด้วยกัน ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว รวบรวมเรื่องราว : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์ ———————————————————————————————— รับชมโปรแกรมการเดินทางสุด Exclusive ได้ที่ http://www.imageholiday.com ติดต่อสอบถามรับข้อมูลการเดินทางได้ที่…

BUDAPEST เมืองหลวงอันร่ำรวยด้วยสถาปัตยกรรม ความสวยงามสมคำร่ำลือ

บูดาเปสต์ (Budapest) นครหลวงแสนสวยของประเทศฮังการีที่ได้ชื่อว่า “ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” เมืองที่คั่นด้วยแม่น้ำดานูบที่สวยงามแยกเมืองเก่าและเมืองใหม่ออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งเมืองบูดาและฝั่งเมืองเปสต์ เมืองที่มีเสน่ห์อันน่าหลงใหลให้เรารู้สึกได้ถึงร่องรอยศิลปะที่สั่งสมมานาน สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ สะพานเชนเซเชนยี (Széchenyi Chain Bridge) : ที่เที่ยวแรกนั้นคือสะพานเชนเซเชนยี สะพานที่พาดระหว่างแม่น้ำดานูบเพื่อเชื่อมฝั่งบูดากับฝั่งเปสต์ไว้ด้วยกัน มีความสวยงามในระดับที่นับว่าเป็นหนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้ สะพานแห่งนี้จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองบูดาเปสต์และฮังการี ลักษณะของสะพานจะเป็นสะพานโซ่ บริเวณคอสะพานมีรูปปั้นแกะสลักสิงโตอยู่ ตำนานเล่าว่าเป็นสิงโตที่คอยเฝ้าดูแลสะพานแห่งนี้นั่นเอง ปราสาทบูดา (Buda Castle) : ปราสาทบูดานับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองบูดาเปสต์เพราะตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา ตัวปราสาทบูดาแห่งนี้มีความยาวกว่า 300 เมตร ในอดีตเคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์ฮังการีและเป็นป้อมปราการสำหรับป้องกันผู้รุกราน ปัจจุบันภายในเป็นที่ตั้งของแกลเลอรีแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ มีทั้งชุดเกราะและของตกแต่งโบราณมากมาย นอกจากภายในที่วิจิตรแล้ว วิวจากบนปราสาทเมื่อมองลงมาเห็นแม่น้ำดานูบนั้นก็สวยงามมากเช่นเดียวกัน อาคารรัฐสภาฮังการี (Hungarian Parliament Building) : อาคารรัฐสภาฮังการีนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำดานูบฝั่งเปสต์ เป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป รูปแบบอาคารได้รับอิทธิพลมาจากรัฐสภาในกรุงลอนดอน สวยโดดเด่นด้วยศิลปะสไตล์นีโอโกธิค ตกแต่งด้วยทองคำกว่า 40 กิโลกรัมและอัญมณี 500,000 ชิ้น มีประตูทางเข้า 27 แห่ง มีห้องต่างๆ กว่า 700 ห้อง และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 20 ปี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ…

Did You Know? รู้หรือไม่ ทำไมฟินแลนด์ติดอันดับ1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก

ฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และไร้การคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลก โดยได้รับการจัดอันดับจากเครือข่ายพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาติรายงานความสุขโลกประจำปี หรือ The World Happiness Report ด้วยการเปรียบเทียบปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุขัยของประชากร รายได้ ค่าครองชีพ ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ระบบสาธารณูปโภค และการทุจริตคอรัปชั่นของ 156 ประเทศทั่วโลก – รัฐบาลฟินแลนด์มีประวัติการทุจริตน้อยที่สุดในโลก จากรายงานของ The Corruption Perception Index(CPI) ที่สำรวจถึงการคอร์รัปชั่นจากทั่วโลกเมื่อปี 2012 พบว่าฟินแลนด์ เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์เป็นสามประเทศที่มีเรื่องของการทุจริตน้อยที่สุดในโลก อีกทั้งประเทศเหล่านี้มีGDPต่อหัวสูง มีอัตราความไม่เสมอภาคต่ำ อัตราการรู้หนังสือของคนในประเทศมีเกือบ100% – ฟินแลนด์มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก โดยติดอันดับความยอดเยี่ยมทางการศึกษาของ Programme for International Student Assessment(PISA)มาโดยตลอด – ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ระบบการปกครองล้มเหลวน้อยที่สุดในโลก โดยFund for Peace ได้จัดอันดับความล้มเหลวของรัฐ พบว่ามีหลายประเทศที่ล้มเหลวด้านการปกครอง แต่ฟินแลนด์กลับเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพในด้านนี้มากที่สุดในโลก และนี่ก็เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว…

Did You Know? รู้หรือไม่ “บาแก็ตต์”หรือ“ขนมปังฝรั่งเศส” มีต้นกำเนิดจากประเทศออสเตรีย

“บาแก็ตต์”(Baguette) มีความหมายว่า แท่งไม้ ตามรูปลักษณ์ของมัน เอกลักษณ์ของบาแก็ตต์คือความกรอบของเปลือกที่กรอบนอกนุ่มใน ทำให้เมื่อผ่า ตัด หรือเฉือนเป็นส่วนๆทำได้ง่ายและขนมปังไม่เสียรูป บาแก็ตต์เป็นขนมปังที่คนฝรั่งเศสกินกันอย่างแพร่หลายจนแทบจะกลายเป็นขนมปังประจำชาติ ทำให้คนส่วนใหญ่เรียกบาแก็ตต์ว่า “ขนมปังฝรั่งเศส” แต่รู้หรือไม่จริงๆแล้ว ต้นกำเนิดของบาแก็ตต์ไม่ใช่ประเทศฝรั่งเศส แต่มีต้นกำเนิดมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในช่วงยุคกลางศตวรรษที่ 19 ขนมปังฝรั่งเศสจริงๆแบบดั้งเดิมคือ “บูล”(Boule) เป็นขนมปังก้อนกลมๆใหญ่ๆ  เหตุผลที่คนฝรั่งเศสหันมากินบาแก็ตต์แทนบูลกันทั้งประเทศ ก็เพราะรูปร่างที่ไม่เป็นก้อนกลมๆ ทำให้เนื้อขนมไม่สุกจนเกินไป และความกรอบของผิวพอดีกับเนื้อขนม นอกจากนี้ในช่วงปี ค.ศ.1920 ฝรั่งเศสเคยมีกฎหมายแปลกๆ คือห้ามคนทำงานก่อนตีสี่ ทำให้ร้านขนมปังไม่สามารถอบขนมปังได้ทันก่อนเปิดร้าน เพราะใช้เวลาอบนานกว่าบาแก็ตต์ จึงได้มีการออกแบบรูปทรงของขนมปังใหม่ให้สามารถทำและอบสุกได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา และรูปทรงใหม่นี้เหมาะแก่การหั่นทำแซนวิชได้เร็วขึ้นอีกด้วย ———————————————————————————————— ติดตามเส้นทางตามรอยบทความได้ที่ : รับชมโปรแกรมการเดินทาง ติดตามบทความการท่องเที่ยวได้ที่ : รับชมบทความการท่องเที่ยว รวบรวมเรื่องราว : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์ ———————————————————————————————— รับชมโปรแกรมการเดินทางสุด Exclusive ได้ที่ http://www.imageholiday.com ติดต่อสอบถามรับข้อมูลการเดินทางได้ที่ โทร : 02-661-8081 / 086-688-8081 Facebook : https://www.facebook.com/Imageholiday/ Youtube :…