ครั้งหนึ่งเมื่อประทับ ณ โลซานน์

เมืองโลซานน์ (Lausanne) ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชสกุล“มหิดล” นอกจากเป็นเมืองที่มีอากาศดี ภูมิประเทศสวยงาม และพลเมืองอัธยาศัยดีแล้ว “โลซานน์”ยังเป็นเมืองที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงโปรดมาก ตั้งแต่ครั้งที่เสด็จฯไปดูงานและศึกษาด้านสาธารณสุข และเมืองโลซานน์ถูกเลือกเป็นที่ประทับถาวรของในหลวง ๒ พระองค์ในปี ๒๔๗๖-๒๔๘๘ ซึ่งมีพระชนนีเป็นผู้นำครอบครัวเพียงลำพังในการอภิบาลพระธิดาและพระโอรสที่เป็นในหลวงของชาวไทย ๒ พระองค์

shutterstock_237609019

11141672673_15a36b61eb_b

 “โลซานน์” สำหรับคนไทย จึงไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวที่มีวิวทิวทัศน์และบ้านเมืองสวยงามน่าเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญแห่ง “ราชสกุลมหิดล” ที่เคารพรักของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ

หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ สิ้นพระชนม์ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ทรงนำพระโอรสและพระธิดาเสด็จฯ กลับมาประทับที่โลซานน์อีกครั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยเมื่อแรกมาถึง จะต้องทรงหาบ้านที่ประทับและจัดการในเรื่องต่าง ๆ จึงได้นำพระโอรส-ธิดาไปฝากที่สถานรับเลี้ยงเด็กชอง โซเลย์ราว ๒ เดือนก่อน หลังจากนั้นทุกพระองค์จึงทรงย้ายเข้าไปอยู่แฟลตเลขที่ ๑๖ ถนนทิสโซต์ (Tissot) แฟลตแห่งนี้เป็นแฟลตขนาด ๓ ห้องนอน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองโดยใช้เวลาเดินเพิียง ๑๕ นาที แต่บรรยากาศเงิียบสงบ ทรงใช้แฟลตแห่งนี้เป็นที่ประทับในช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๗๘

shutterstock_15955759

2

ปัจจุบันแฟลตเลขที่ ๑๖ บนถนนทิสโซต์นี้ยังตั้งอยู่ ณ ที่เดิม เลขที่ ๑๖ อาคารสีเหลืองนี้ปัจจุบันเป็นอพาร์ตเม้นต์ที่ยังคงเงียบสงบอยู่ในย่านที่ไม่พลุกพล่าน หน้าประตูทางเข้ามีเลขที่ ๑๖ เขียนไว้ชัดเจน และดูเหมือนว่าการที่มีคนไทยมาเดินด้อม ๆ มอง ๆ หรือถ่ายรูปที่หน้าแฟลตแห่งนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้พบเห็นไปเสียแล้ว เพราะผู้คนในย่านนี้ส่วนใหญ่จะทราบว่าแฟลตแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ไทยในอดีต และมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เมื่อเดินทางมาสวิตเซอร์แลนด์ก็มักจะเดินทางมา “ตามรอยพระบาทในหลวง” ด้วยการไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านและสมาชิกในราชสกุลมหิดล

ขณะที่ประทับอยู่ที่แฟลตถนนทิสโซต์นี้ เจ้านายน้อย ๆ ทั้งสามพระองค์ได้ทรงเข้าเรียนในโรงเรียนประถมเมียร์มองท์ (Ecole Miremont) ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากแฟลตเพียง ๑o นาที

d4454971-42

1385826887

ขณะที่สมาชิกราชสกุลมหิดลประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สถานการณ์ในเมืองไทยก็มาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสละสมบัติ และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบให้อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อไป ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ ๙ พรรษา

520608ddd_1_

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ทรงเล่าไว้ในหนังสือเรื่อง “แม่เล่าให้ฟัง” ความตอนหนึีงว่า

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (นับตามปฏิทินวันเก่าหรือ ค.ศ. ๑๙๓๕) มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ชีวิตธรรมดา ๆ ต้องเปลี่ยนไปบ้าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ และรัฐบาลได้อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ น้องชายคนเล็กและข้าพเจ้าก็เปลี่ยนจากพระองค์เจ้ามาเป็นเจ้าฟ้า แม่ก็ยังเป็นคนธรรมดาอยู่ แต่เนื่องจากเป็นมารดาของพระเจ้าแผ่นดิน ก็ตั้งขึ้นเป็นพระราชชนนี และเพื่อให้สอดคล้องกับคำว่าชนนี แม่เลยเปลี่ยนเป็นศรีสังวาลย์แทนสังวาลย์ พระราชชนนีศรีสังวาลย์ซึ่งแม่ไม่ชอบเลย”

558000008927703

การรับราชสมบัติในครั้งนี้ได้นำความลำบากใจมาสู่ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (ต่อมาภายหลังได้ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์) ด้วยมิทรงปรารถนาในลาภยศ สรรเสริญใด ๆ แต่ต้องทรงรับเพราะเป็นหน้าที่ที่พึงมีต่อบ้านเมือง และเป็นที่แน่นอนว่าการเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติในครั้งนี้ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ “ครอบครัวมหิดล” ซึ่งได้พยายามปฏิบัติตนเป็นบุคคลธรรมดาในประเทศอันเงียบสงบอย่างสวิตเซอร์แลนด์ ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มตั้งแต่การติดตามสืบเสาะถ่ายภาพของนักข่าวหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ และการเดินทางมาเยือนของตัวแทนรัฐบาลไทย…

หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนา และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทุกพระองค์ได้ทรงย้ายที่ประทับจากแฟลตที่ถนนทิสโซต์ไปอยู่ที่ “วิลล่าวัฒนา” เนื่องจากรัฐบาลไทยมีความประสงค์ให้ประทับอยู่อย่างสมพระเกียรติ วิลล่าวัฒนาแห่งนี้ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ได้ทรงตั้งขึ้นตามสร้อยพระนามเดิมของ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา) และ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

1467017124_test2

1467017420_test3

วิลล่าวัฒนา แห่งนี้เป็นบ้าน ๓ ชั้น มี ๑๓ ห้อง ตั้งอยู่บนเนินลาดในเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ มีบริเวณและสวนผลไม้ หันหน้าไปทางทะเลสาบเจนีวา (ทะเลสาบเลอ มอง) และมองเห็นเทือกเขาาแอลป์ มีสวนรอบบ้าน ในจำนวนห้องทั้งหมด ๑๓ ห้อง มีห้องหนึ่งของบ้านที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ทรงบันทึกว่า “เมื่อสองพระองค์เจริญขึ้น แม่ได้ซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือช่างไม้อย่างครบถ้วนให้ใช้ในห้องด้านนี้” อาจกล่าวได้ว่าห้องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงหัดทำงานของช่างไม้ จนต่อมาทรงมีพระปรีชาสามารถในการประกอบเรือใบและงานไม้อื่น ดังเช่นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่คุ้นตาของพสกนิการชาวไทย นั่นคือภาพที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบเรือใบ เป็นต้น

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงแรกที่ย้ายไปประทับที่วิลล่าวัฒนาว่า

…”รัชกาลที่ ๘ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงก็เป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกมากกว่า เราต้องย้ายไปอยู่บ้านที่หรูหรากว่าแทนที่จะอยู่แบบเล็ก ๆ ต้องมีราชองครักษ์ มีราชเลขาฯ ต้องรับแขก ต้องรู้จักอะไรมากขึ้นหน่อย คำพูดก็ต้องเปลี่ยนไป ต้องอะไรหลายอย่างแต่ภายในยังเหมือนเดิม ความมุ่งหมายที่จะเป็นคนดียังเหมือนเดิม อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงภายนอกคือ ท่าน (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ได้ทำสิ่งที่เริ่มไว้แล้วคือ ตั้งแต่เมืองไทยจนถึงเมืองนอก เมื่อไปท่านก็ได้พูดไว้ว่าเรียนหนังสือให้ดีจะได้รับความรู้มาช่วยประเทศชาติ ช่วยคนไทย สงสารคนไทยที่ยังยากจนที่ยังเคราะห์ร้ายกว่าเรามาก อันนี้เป็นการเตรียมต่อเนื่องจากเก่าไม่ใช่ของที่ใหม่…”

1385829340

13

สำหรับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “เจ้านายเล็ก ๆ-ยุวกษัตริย์” ว่า “ข้าพเจ้าได้กราบทูลถาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ว่าทรงมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อพระองค์เจ้าอานันทฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ รับสั่งว่าไม่มีความรู้สึกอะไร ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ ทรงจำได้ว่าสององค์พี่น้องทรงเห็นว่าตลกดีที่มีผู้มาเฝ้าฯ วางท่าสง่าผ่าเผยอย่างทางการเหลือเกิน…”

อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชาทรงมีวันเวลาในขณะที่ทรงพระเยาว์ที่เป็นสุขในขณะที่ประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากทั้งสองพระองค์ได้ทรงมี “เวลาที่จะเป็นเด็ก” ภายใต้การอภิบาลของสมเด็จพระราชชนนี ได้ทรงหัดเล่นสกี ได้ทรงหัดเล่นดนตรี เล่นแผ่นเสียง ทรงสนพระทัยรถแข่ง เรือรบ และการถ่ายภาพตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป และเมื่อทรงสนพระทัยในสิ่งใดก็จะทรงศึกษาอย่างถ่องแท้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระราชอนุชานั้นทรงมีความสนพระทัยการกั้นน้ำสร้างเขื่อน ตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่โรงเรียนเลอ ฟัวเย่ ในปี ๒๔๗๗ ขณะนั้นทรงมีพระชันษาเพียง ๗ ปี

m191280

“ได้ทรงสังเกตและจำวิธีที่เขาใช้ในการนำน้ำมาใส่ในอ่างให้เด็กเล่น เขาไปเอาน้ำมาจากลำธารที่ไหลใกล้ ๆ ทำทางตื้น ๆ ให้น้ำไหลลงมาได้ เอาดินเหนียวใส่ลงไปในทางและเอาขวดไปถูให้เรียบ” (จากหนังสือเจ้านายเล็ก ๆ-ยุวกษัตริย์)

ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บรรยายไว้ในหนังสือ “ทำเป็นธรรม” ว่า

“…เมื่อพระชันษาประมาณ ๓ พรรษา เริ่มสนพระทัยและโปรดที่จะทำบ่อน้ำเล็ก ๆ ให้มีทางน้ำไหลไปตามต้องการ ทรงช่วยกันทำกับพระเชษฐา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล) ทำคลอง ทำเขื่อนเก็บน้ำ และรอบ ๆ บ่อหากิ่งไม้มาปักเป็นการปลูกต้นไม้ และประมาณ ๗-๘ พรรษา จึงได้ทรงสังเกตเห็นในการที่ผู้ใหญ่นำน้ำใส่อ่างให้เด็กเล็ก วิธีที่จะนำน้ำจากที่แห่งหนึ่งมาสู่ที่อีกแห่งโดยทำให้ที่รับน้ำต่ำกว่า และทางให้น้ำไหลมาตามทางตลอดทาง ทำทางให้เรียบกันน้ำซึม โดยใช้ดินเหนียวปะหน้าและถูให้เรียบใช้วัสดุที่กลมเกลี้ยงให้เรียบ เพื่อน้ำจะได้ไหลได้สะดวก ไม่มีก้อนดินหรือหินขรุขระกีดขวาง และทรงจำวิธีที่เขาทำได้จนบัดนี้…”

1323332287

กล่าวได้ว่าด้วยประสบการณ์เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์เกี่ยวกับน้ำและเขื่อนนี้เองที่ส่งผลให้ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สร้าง “ประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม” ในด้ายการชลประทานอย่างมากมายเหลือคณานับ ด้วยทรงมีความสนพระทัยเรื่อง “น้ำ” เป็นลำดับต้น ๆ เพราะทรงทราบว่าน้ำคือปัญหาสำคัญของประเทศไทยซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม มีพระราชดำริมากมายเกี่ยวกับการจัดการ “น้ำ” เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำในการทำการเกษตรอย่างพอเพียง และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทรงรอบรู้ทุกเรื่องการจัดการน้ำทุกรูปแบบ โครงการน้ำในพระราชดำริจึงปรากฎครอบคลุมปัญหาในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การสงวนรักษาแหล่งต้นน้ำต่าง ๆ การจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่แล้ว การแก้ปัญหาภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม และภัยจากน้ำทะเลท่วมล้ำแผ่นดิน ตลอดถึงการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำมาใช้ใหม่ เป็นต้น

จากวัยเยาว์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจากแม่น้ำลำธารสายหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ มาสู่โครงการน้ำในพระราชดำริอันสร้างประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย สู่พระราชสมัญญาว่า “ราชันย์แห่งสายน้ำ”…บางทีสิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตมาแล้วตั้งแต่ต้นแล้วก็เป็นได้

1385896288

ขอบคุณผู้เรียงร้อยเรื่องราว : บล็อกเกอร์ไฮกุ www.bloggang.com
ขอบคุณรูปภาพ : www.bloggang.com
-www.clipmass.com
-www.chaoprayanews.com
-www.thaiembassy.ch
-www.grandtour.myswitzerland.com

รวบรวมเรื่องราวและรูปภาพ : บริษัท อิมเมจ ฮอลิเดย์

สนใจเส้นทางตามรอยเสด็จฯ : ติดตามรับชม

————————————————————————————————————————————————————–

รับชมโปรแกรมการเดินทางสุด Exclusive ได้ที่

 www.imageholiday.com

ติดต่อรับข้อมูลการเดินทางได้ที่

Tel. 02-661-8081  / 086-688-8081

Facebook :       
Youtube :         
Line Official :
Line :
Youtube :
Instagram :
อิมเมจ ฮอลิเดย์  “แล้วคุณ…จะรักเรา”
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s